
ช่วงเดือนกันยายนพ.ศ. ๒๕๑๔ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประกอบพระราชภารกิจอยู่ในจังหวัดทางภาคใต้ ทรงทราบข่าวว่าที่สุราษฎร์ธานี เกิดเหตุตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้านถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายลอบทำร้ายเสียชีวิต ต คน และบาดเจ็บจำนวน ๒๒ คน ที่บ้านกระชุม ตำบลพ่วงพรหมคร อำเภอเคียนชา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๑๘ ขณะเดินทางกลับจากการ เสร็จการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านรุ่นที่๖๒๒/๑ ที่บ้านอรัญคามวาสี ตำบลพ่วงพรหมคร อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อความทราบถึงพระองค์ มิได้ทรงรีรออย่างใด ด้วยความเป็นห่วงราษฎร หมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินมายังโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จึงเด็ดข้อย่างทันใดโดยมีได้มีการู้ส่วงหน้ากันมาก่อนเป็นวลาเพื่อจังหวัด จะได้ตระเตรียมการรับเสด็จพระองค์

วันที่๑๐ กันยายน ๒๕๑๘ นายอนันต์ สงวนนาม ผู้ว่าราชการจังหวัด สุราษฎร์ธานี ได้เรียกนายแพทย์พนัส อุทโยภาศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สุราษฎร์ธานียณะนั้นมาพบ และแจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้บาดเจ็บดังกล่าว ในวันพรุ่งนี้ เวลา ๑๓.๐๐ น...... วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๑๘ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ นาฬิกา พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาด เสด็จพระรายดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมายังโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี มีลูกเสือชาวบ้านและประชาชนมารอรับเสด็จอย่างลันหลาม ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินบนสองฝั่งถนนสายเล็ก ๆ ภายในโรงพยาบาล ตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล (ปัจจุบันคือวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี) จนถึงตึกพัก ฟื้นผู้ป่วย แต่เนื่องจากไม่มีหมายกำหนดการมาก่อน จึงไม่มีปะรำพิธีใด ๆ สำหรับ รับรองผู้มารอรับเสด็จอันเนืองแน่น แต่ทว่าความร้อนของแสงแดดในวันนั้น ก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจของผู้คนในวันนั้นได้เลย
.
ทันทีที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอดบริเวณด้านหลังโรงพยาบาล นาย อนันต์ สงวนนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กราบบังคมทูลถวายรายงาน ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมลูกเสือชาวบ้านและประชาชน ที่รับเสด็จตลอดทางจนกระทั่งถึงตึกพยาบาลสงฆ์ และตึกพิเศษ ๔ อันเป็นที่พัก รักษาตัวของผู้บาดเจ็บ ได้ทรงเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดน และลูกเสือชาวบ้าน ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด ทรงตรวจดูบาดแผลของผู้ป่วยโดยไม่ถือพระองค์แต่ประการใด และพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทุกคน โดยมีนายแพทย์พนัส อุทโยภาศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีในขณะนั้น เป็นผู้ถวายรายงานการรักษาอย่างใกล้ชิด นายแพทย์พนัส อุทโยภาศ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีเล่าให้ผมฟังว่า "ช่วงนั้นการสู้รบระหว่างรัฐกับผู้คิดต่างทางอุดมการณ์การเมือง ที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ในสุราษฎร์ธานี และภาคใต้รุนแรงมาก ในช่วงนั้น ต.ช.ด.ที่เป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้านถูกชุ่มโจมตีที่เคียนซา บาดเจ็บหลายนายมาพักรักษา ตัวที่ดึกพิเศษ และตึกสงฆ์อาพาธ พวกเรารู้ข่าวกะทันหันมาว่าในหลวงจะเสด็จ จึงไม่ได้มีพิธีการเตรียมจัดการรับเสด็จตามธรรมเนียมแต่อย่างใด ในหลวงทรงถามไถ่อาการของผู้บาดเจ็บด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง..."

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินปรับปรุง ห้อง๑ ห้อง และเครื่องปรับอากาศให้โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีความห่วงใยมิได้เกิดและสิ้นสุดลงเพียงในวันนั้น เมื่อพระองค์ทรงทราบ ว่าโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีขาดแพทย์ผู้ชำนาญการ และอุปกรณ์การแพทย์ช่วย ชีวิต หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ได้มีรับสั่งให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประสานงานจัดหาแพทย์และเครื่องมือช่วยหายใจจากโรงพยาบาลศิริราชมามอบให้โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และรับสั่งให้พลฯชิต จันทร์ใหม่ ซึ่งมีอาการสาหัสเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชด้วย ขณะนั้นผมอายุ 5 ขวบ คุณแม่ได้ให้ผมหัดท่องบทกลอนหนึ่งที่ท่าน อ่านเจอในหน้าหนังสือพิมพ์เดลินิวส์แล้วได้ตัดเก็บไว้ เอามาให้ผมหัดท่องจนขึ้นใจเป็นบทกลอนที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ และทรงศึกษาวิชการทหาร ณ โรงเรียนนายร้อยดันทรูนประเทศออสเตรเลีย ทรงพระนิพนธ์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๕ มีความว่า
" วันเฉลิม สมเด็จแม่ ได้แต่คิด
ขอน้อมจิต รำลึกถึงถึง คะนึงหา
พระคุณแม่ มากล้น เหลือคณนา
ลูกเกิดมา โชคดี มีแม่งาม
ไปเมืองไหน ถูกถาม ถึงนามแม่
ว่าสวยแท้ ราชินี แห่งสยาม
ควีนสิริกิติ์ จำขึ้นใจ ในพระนาม
ชมว่างาม เพริศพริ้ง ยอดหญิงไทย
แม่รักชาย ห่วงชาย ชายก็รู้
ชายจะสู้ สุดชีวา อย่าสงสัย
จะทำตัว ให้สม แม่วางใจ
จะรักไทย กู้ศักดิ์ศรี จักรีวงศ์
จะรักหญิง ที่เขา เข้าใจแม่
จะแน่วแน่ พุทธศาสน์ ถือพระสงฆ์
การสวดมนต์ ไหว้พระ จะดำรง
จะมั่นคง รักชาวไทย ไม่เสื่อมคลาย
ขอถวาย สมเด็จแม่ เพียงแต่นี้
จงโชคดี มีสุข ทุกข์จากหาย
อย่าคิดมาก ทำพระทัย ให้สบาย
เรื่องลูกชาย แม่อย่าเศร้า เขารักดี
ชายขอกราบ ลงที่ตัก พร้อมรักแท้
ชายรักแม่ สุดหัวใจ ชายไม่หนี
ชายจะเป็น กำลังใจ ป้องไพรี
มอบชีวี และเลือดเนื้อ เพื่อแม่เอย "

ผมท่องบทพระนิพนธ์นี้จนจำได้ขึ้นใจได้ทั้งหกบท แม้กระทั่งปัจจุบันพอขึ้น ต้นว่า วันเฉลิมสมเด็จแม่ได้แต่คิด... ก็สามารถว่าไปจนจบโดยไม่ต้องเปิดตำรา คุณแม่บอกว่าให้หัดท่องจนจำขึ้นใจโดยตั้งใจว่าวันไหนที่พระเจ้าอยู่หัว และพระราชินีเสด็จ ฯ จะต้องพาผมเข้าไปท่องบทกลอนนี้ถวายให้ได้ นั่นคือความตั้งใจของคุณแม่ผมจริงๆ แม้คุณพ่อจะทักท้วงว่า "จะเข้าไปท่องได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ " กระทั่งวันที่๑๑ กันยายน๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินมายังโรงพยาบาล สุราษฎร์ธานี ผมแต่งตัวชุดนักเรียนแต่คุณพ่อกับคุณแม่ให้ผมหยุดเรียนหนึ่งวันแล้วพาผมพร้อมด้วยและป้าๆไปนั่งรออยู่ที่ริมถนนในโรงพยาบาลบริเวณที่ทางราชการจัดให้ประชาชนมาเฝ้ารอ พวกเราต้องไปก่อนใครๆเพราะมิเช่นนั้นริมถนนแถวหน้าจะถูกจับจองที่นั่งจากผู้คนที่หมายจะได้เห็นเจ้าชีวิตของพวกเขาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน วันนั้นผมจำได้ชัดว่าแทบจะทุกคนรวมทั้งคุณแม่ผมด้วย แต่ง ชุดลูกเสือชาวบ้านกันแทบทั้งสิ้น คุณแม่นัดแนะกับผมอย่างดิบดีว่า เมื่อในหลวงเสด็จมาถึงที่เรานั่งรอให้ผมกระโดดออกไปกราบพระบาทท่านทันที แล้วลุกขึ้น ท่องกลอนถวายพระราชินีเลย ผมตกปากรับคำกับคุณแม่อย่าดิบดี แต่เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จฯมาถึงบริเวณที่พวกเรานั่งอยู่ คุณแม่บอกว่า "ในหลวงมาแล้วออกไปเลย " ผมก็กระโดดออกไปขณะที่ท่านเสด็จฯผ่านมา ทั้งสองทรงหยุดให้ผมได้มีโอกาสกราบบนพระบาท ถือเป็นมงคล และเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ แต่ด้วยความเป็นเด็กซึ่งยังเล็กมากเมื่อกราบเสร็จ ผมรีบกลับเข้ามานั่งที่เดิม จนลืมที่จะท่องบทกลอนที่ซ้อมมาตั้งหลายวันเพื่อถวายพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี คุณพ่อซึ่งเป็นช่างภาพที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพได้กดชัตเตอร์เพียงภาพที่ผมหันหลังไปกัมกราบพระราชินี เห็นแต่ใบหน้าคุณแม่ที่นั่งอยู่ริมทางยิ้มอย่างยินดียิ่งนัก